บทที่ 22 “การสอนคำสอน”
(Catechetical Instruction)
การสอนคำสอน (Catechesis) เป็นรูปแบบหนึ่งของพันธกิจแห่งพระวจนะที่มุ่งเป้าไปยังผู้ที่ได้รับการประกาศข่าวดีแล้ว กล่าวคือ ผู้ที่ได้ยินพระวรสารและตอบรับด้วยความเชื่อ (คำว่า "catechesis" มาจากภาษากรีก katechein ซึ่งแปลว่า สั่งสอน หรือ สอน) การอบรมคำสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ความเชื่อนั้นมีชีวิตชีวา ชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือความพยายามของชุมชนท้องถิ่นที่จะสร้างผู้มีความเชื่อให้กลายเป็นศิษย์ เพื่อหล่อเลี้ยงพวกเขาในการดำเนินชีวิตคริสตชน และเพื่อช่วยให้พวกเขาพัฒนาและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อ ชุมชนทั้งหมดมีความรับผิดชอบต่อกระบวนการที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รับผิดชอบการเป็นผู้นำทางอภิบาล และบิดามารดาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุตรของตน (มาตรา 773–74)
พระสังฆราชมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและสอดส่องดูแลงานด้านคำสอนในสังฆมณฑล โดยต้องแน่ใจว่ามีแนวทางและสื่อการสอนพร้อมใช้งาน และครูคำสอนได้รับการฝึกอบรมมาอย่างเหมาะสม (มาตรา 775, 780)
เจ้าอาวาสมีความรับผิดชอบเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้ประสานงานในการจัดเตรียมการอบรมคำสอนสำหรับผู้ใหญ่ เยาวชน และเด็กในเขตวัด เพื่อขอความช่วยเหลือในงานที่ซับซ้อนนี้ ท่านสามารถเรียกใช้เคลริก นักบวช ครูคำสอน และฆราวาสอื่นๆ ซึ่งทุกคนได้รับการตักเตือนให้มีน้ำใจกว้างขวางในการให้ความช่วยเหลือของตน (มาตรา 776)
มีมาตราหนึ่งที่ระบุรายการตรวจสอบ (checklist) สำหรับเจ้าอาวาสเกี่ยวกับช่วงเวลาและความต้องการพิเศษด้านงานคำสอน (มาตรา 777) ได้แก่:
1. ในโอกาสของการเฉลิมฉลองศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด
2. เด็กๆ ที่เตรียมตัวรับศีลอภัยบาปครั้งแรก ศีลมหาสนิทครั้งแรก และศีลกำลัง
3. การอบรมเพิ่มเติมสำหรับเด็กหลังจากรับศีลมหาสนิทครั้งแรกไปแล้ว
4. การสอนคำสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้พิการทางสติปัญญาหรือร่างกาย
5. การพัฒนาความเชื่อสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่
นักบวชมีหน้าที่ต้องดูแลให้มีการจัดอบรมคำสอนแก่ผู้ที่มารับบริการจากวัด โรงเรียน คณะธรรมทูต และงานแพร่ธรรมอื่นๆ ของพวกตน (มาตรา 778)
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 22 “การสอนคำสอน”
- บทที่ 1 “ประเด็นเบื้องต้น”
- บทที่ 2 “ประวัติศาสตร์ของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 3 “ยุคหลังอัครสาวกและพระศาสนจักรยุคแรกเริ่ม”
- บทที่ 4 “พระศาสนจักรแห่งจักรวรรดิ”
- บทที่ 5 “พระศาสนจักรและระบบศักดินา”
- บทที่ 6 “ยุคคลาสสิกของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 7 “ยุคเสื่อมถอยและการปฏิรูป”
- บทที่ 8 “พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่”
- บทที่ 9 “การประมวลข้อกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 10 "ประมวลกฎหมายฉบับปรับปรุง และการฟื้นฟูพระศาสนจักร"
- บทที่ 11 "แหล่งกำเนิดของกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 12 "ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 13 "คริสตชนสัตบุรุษ"
- บทที่ 14 "ศาสนบริกรศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 232–93)"
- บทที่ 15 "พระสันตะปาปาแห่งโรม"
- บทที่ 16 "คณะพระสังฆราช”
- บทที่ 17 "สังฆมณฑลและพระสังฆราช (มาตรา 368–514)"
- บทที่ 18 "การรวมกลุ่มของสังฆมณฑลและพระสังฆราช"
- บทที่ 19 “เขตวัดและเจ้าอาวาส (มาตรา 515–72)”
- บทที่ 20 “ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้าและชีวิตแพร่ธรรม: นักบวช (มาตรา 573–746)”
- บทที่ 21 “หน้าที่การสั่งสอนของพระศาสนจักร”
- บทที่ 22 “การสอนคำสอน”
- บทที่ 23 “กิจกรรมธรรมทูต”
- บทที่ 24 “การศึกษาคาทอลิก”
- บทที่ 25 “การจัดพิมพ์หนังสือ”
- บทที่ 26 “การประกาศยืนยันความเชื่อและการสาบานตนแห่งความซื่อสัตย์”
- บทที่ 27 “การทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไป”
- บทที่ 28 “ศีลศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 840–1165)”
- บทที่ 29 “ศีลล้างบาป”
- บทที่ 30 “ศีลกำลัง”
- บทที่ 31 “ศีลมหาสนิท”
- บทที่ 32 “ศีลอภัยบาป”
- บทที่ 33 “ศีลเจิมคนไข้”
- บทที่ 34 “ศีลบรรพชา”
- บทที่ 35 “ศีลสมรส”
- บทที่ 36 “การนมัสการพระเจ้าด้านอื่นๆ (มาตรา 1166–1204)”
- บทที่ 37 “สถานที่และเวลาศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 1205–53)”
- บทที่ 38 “บรรดทัดฐานทั่วไป”
- บทที่ 39 “อำนาจการปกครอง”
- บทที่ 40 “ทรัพย์สินทางโลก”
- บทที่ 41 “ว่าด้วยบทลงโทษในพระศาสนจักร”
- บทที่ 42 “กระบวนการพิจารณาความ”