บทที่ 29 “ศีลล้างบาป”
(Baptism)
ศีลล้างบาป ซึ่งเป็นประตูสู่ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการอื่นๆ ทำให้ชายและหญิงหลุดพ้นจากบาป บังเกิดใหม่เป็นบุตรของพระเจ้า ได้รับการปรับให้เหมือนพระคริสตเจ้า และถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักร ศีลนี้มีความจำเป็นต่อความรอดพ้น ทั้งโดยการรับศีลจริง หรือโดยความปรารถนาที่จะรับ ศีลล้างบาปโปรดโดยการล้างด้วยน้ำ ควบคู่ไปกับรูปแบบคำกล่าวที่กำหนดไว้ คือสูตรแห่งพระตรีเอกภาพ (มาตรา 849)
การเฉลิมฉลอง
(Celebration)
![]()
ผู้ใหญ่เตรียมตัวรับศีลล้างบาปผ่านขั้นตอนการอบรม (จารีตการรับผู้ใหญ่เข้าเป็นคริสตชน - Rite of Christian Initiation of Adults) บิดามารดาและพ่อหัวแม่หัวของทารกที่จะรับศีลล้างบาป ก็จะต้องได้รับการเตรียมความพร้อมโดยเจ้าอาวาสเช่นกัน (มาตรา 851, 788) การโปรดศีลล้างบาปทำได้โดยการจุ่มตัวลงในน้ำหรือการเทน้ำที่เสกแล้ว (มาตรา 853–54) ปกติแล้วจะมีการโปรดศีลล้างบาปในวันอาทิตย์หรือในค่ำคืนวันตื่นเฝ้าปัสกา (Easter Vigil) และในเขตวัดของตนเอง (มาตรา 856–57) ชื่อที่ตั้งให้เมื่อรับศีลล้างบาปไม่ควรขัดต่อความรู้สึกของคริสตชน (มาตรา 855)
ผู้โปรดศีล
(Minister)
![]()
ผู้โปรดศีลล้างบาปตามปกติคือ พระสังฆราช พระสงฆ์ หรือสังฆานุกร แต่ถือเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าอาวาส บุคคลอื่นอาจได้รับมอบหมายให้โปรดศีลล้างบาปได้ และในกรณีจำเป็น ผู้ใดก็สามารถโปรดศีลล้างบาปได้หากมีเจตนาที่ถูกต้อง (มาตรา 861, 530) ศาสนบริกรจะโปรดศีลล้างบาปเฉพาะในอาณาเขตของตนเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้โปรดที่อื่น (มาตรา 862) ผู้ที่มีอายุเกิน 14 ปี ต้องถูกส่งตัวไปให้พระสังฆราชประจำสังฆมณฑลเป็นผู้โปรดศีลล้างบาป (มาตรา 863)
ผู้รับศีล
(Those to Be Baptized)
![]()
ทุกคนที่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาปสามารถรับศีลล้างบาปได้ (มาตรา 864) ผู้ใหญ่ที่จะรับศีลล้างบาปต้องมีความเต็มใจ ได้รับการสั่งสอนมาอย่างเพียงพอ และพิสูจน์ตนเองในการดำเนินชีวิตคริสตชนผ่านขั้นตอนการอบรม (catechumenate) หากพวกเขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต อาจโปรดศีลล้างบาปให้ได้หากพวกเขาแสดงเจตจำนงที่จะรับและสัญญาว่าจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของความเชื่อคริสตชน (มาตรา 865) ผู้ใหญ่ควรรับศีลกำลังและมีส่วนร่วมในศีลมหาสนิททันทีหลังจากรับศีลล้างบาป (มาตรา 866)
ทารกควรได้รับศีลล้างบาปภายในช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังจากเกิด หากตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ให้โปรดศีลล้างบาปให้ทารกโดยไม่ชักช้า (มาตรา 867) บิดามารดา (หรืออย่างน้อยคนใดคนหนึ่ง) ต้องยินยอมให้ทารกรับศีลล้างบาป และต้องมีความหวังอันมีเหตุผลว่าทารกจะได้รับการเลี้ยงดูในศาสนาคาทอลิก หากไม่มีความหวังดังกล่าว ควรเลื่อนการล้างบาปออกไป ทารกที่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตสามารถรับศีลล้างบาปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าบิดามารดาจะไม่ยินยอมก็ตาม (มาตรา 868)
หากหลังจากตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้ว ยังคงมีความสงสัยว่าบุคคลนั้นได้รับศีลล้างบาปหรือไม่ หรือรับมาอย่างถูกต้องหรือไม่ ให้โปรดศีลล้างบาปแบบมีเงื่อนไข (เช่น "หากท่านยังไม่ได้รับศีลล้างบาป ข้าพเจ้าขอโปรดศีลล้างบาปให้ท่าน...") ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปในคริสตจักรที่ไม่ใช่คาทอลิก จะไม่ได้รับศีลล้างบาปแบบมีเงื่อนไข เว้นแต่ว่าหลังจากการตรวจสอบศีลล้างบาปของพวกเขาแล้ว จะมีเหตุผลร้ายแรงที่ทำให้สงสัยในความถูกต้องของศีลนั้น (มาตรา 869, 845)
พ่อทูนหัว แม่ทูนหัว
(Sponsors)
![]()
ผู้รับศีลล้างบาปจะมีพ่อหรือแม่ทูนหัว (sponsor / godparent) หนึ่งคนเพื่อนำเสนอบุคคลนั้นเข้ารับศีลล้างบาป และหลังจากนั้นเพื่อช่วยให้ผู้รับศีลดำเนินชีวิตคริสตชนอย่างซื่อสัตย์ (มาตรา 872) อาจมีพ่อแม่ทูนหัวคนเดียว หรือมีทั้งชายและหญิงอย่างละคนก็ได้ (มาตรา 873) พ่อแม่ทูนหัวควรถูกเลือกโดยผู้ที่จะรับศีลล้างบาปหรือบิดามารดา ต้องมีอายุเกิน 16 ปี เป็นคาทอลิกที่รับศีลศักดิ์สิทธิ์ครบถ้วนแล้วและดำเนินชีวิตตามความเชื่อ และต้องไม่ใช่บิดามารดาของผู้ที่จะรับศีลล้างบาป ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปในคริสตจักรที่ไม่ใช่คาทอลิกสามารถทำหน้าที่เป็นพยานในการล้างบาปแบบคาทอลิกร่วมกับพ่อแม่ทูนหัวชาวคาทอลิกได้ แต่ไม่สามารถเป็นพ่อแม่ทูนหัวได้ (มาตรา 874)
การตั้งชื่อนักบุญองค์อุปถัมภ์
(Baptized name)
![]()
ในบริบทของคริสตชนคาทอลิกชาวไทยและธรรมเนียมปฏิบัติของพระศาสนจักรหลายแห่งทั่วโลก เมื่อมีการโปรดศีลล้างบาป จะมีธรรมเนียมการตั้ง "ชื่อนักบุญองค์อุปถัมภ์" หรือที่คริสตชนไทยมักเรียกกันว่า "ศาสนนาม" (Christian name หรือ Baptized name) ให้แก่ผู้ที่มารับศีลล้างบาป โดยมักจะนำหน้าชื่อจริงของผู้รับศีล
จุดประสงค์ของการตั้งชื่อนักบุญองค์อุปถัมภ์ คือเพื่อให้ผู้รับศีลล้างบาปมีนักบุญท่านนั้นเป็นองค์อุปถัมภ์คอยเสนอวิงวอนพระเจ้าเพื่อเขา และเพื่อยึดถือชีวประวัติรวมถึงคุณธรรมของนักบุญท่านนั้นเป็น "แบบอย่าง" ในการดำเนินชีวิตคริสตชน
ในมุมมองของประมวลกฎหมายพระศาสนจักร กฎหมายไม่ได้บังคับอย่างตายตัวว่า "ต้อง" เป็นชื่อของนักบุญที่มีรายนามอยู่ในสารบบเท่านั้น แต่ได้ให้หลักการสำคัญเพื่อปกป้องอัตลักษณ์ของคริสตชนไว้ใน มาตรา 855 ซึ่งระบุว่า:
"บิดามารดา ผู้รับรอง (พ่อหัว/แม่ทูนหัว) และเจ้าอาวาส ต้องเอาใจใส่ดูแลมิให้ตั้งชื่อที่ขัดกับความรู้สึกของคริสตชน (alien to Christian sensibility)" (มาตรา 855)
ความหมายของมาตรานี้คือ ห้ามตั้งชื่อที่เป็นการลบหลู่ศาสนา ชื่อของเทพเจ้าในตำนานปรัมปรา ชื่อที่สื่อถึงความชั่วร้าย หรือชื่อที่ขัดต่อคุณค่าทางคริสตศาสนาอย่างชัดเจน
ดังนั้น ในทางปฏิบัติของคริสตจักรคาทอลิกในประเทศไทย พระสงฆ์ เจ้าอาวาส และครูคำสอน จึงมักแนะนำให้บิดามารดาหรือผู้เตรียมตัวรับศีลล้างบาป (คริสตชนสำรอง) เลือกชื่อของนักบุญ อัครเทวดา หรือชื่อที่สื่อถึงธรรมล้ำลึกและคุณธรรมทางคริสตศาสนา (เช่น มารีอา ยอแซฟ ไมเคิ้ล ฯลฯ) เพื่อเป็นสิริมงคล เป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเป็นเครื่องเตือนใจถึงอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะบุตรของพระเจ้าที่พวกเขาได้รับผ่านทางศีลล้างบาป
การบันทึก
(Records)
![]()
เจ้าอาวาสของสถานที่ที่มีการประกอบพิธีล้างบาปต้องบันทึกข้อมูลลงในสมุดล้างบาปโดยไม่ชักช้า ได้แก่ ชื่อผู้รับศีล ผู้โปรดศีล บิดามารดา พ่อหัวแม่หัว และพยาน รวมถึงวันและสถานที่รับศีลล้างบาป ตลอดจนวันและสถานที่เกิด (มาตรา 877, วรรค 1) นี่คือบันทึกศีลศักดิ์สิทธิ์หลักของบุคคลในพระศาสนจักร; การรับศีลศักดิ์สิทธิ์ประการอื่นๆ จะถูกบันทึกเพิ่มเติมลงในสมุดนี้ (มาตรา 535, วรรค 2; 895; 1054; 1122; 1123)
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 29 “ศีลล้างบาป”
- บทที่ 1 “ประเด็นเบื้องต้น”
- บทที่ 2 “ประวัติศาสตร์ของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 3 “ยุคหลังอัครสาวกและพระศาสนจักรยุคแรกเริ่ม”
- บทที่ 4 “พระศาสนจักรแห่งจักรวรรดิ”
- บทที่ 5 “พระศาสนจักรและระบบศักดินา”
- บทที่ 6 “ยุคคลาสสิกของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 7 “ยุคเสื่อมถอยและการปฏิรูป”
- บทที่ 8 “พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่”
- บทที่ 9 “การประมวลข้อกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 10 "ประมวลกฎหมายฉบับปรับปรุง และการฟื้นฟูพระศาสนจักร"
- บทที่ 11 "แหล่งกำเนิดของกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 12 "ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 13 "คริสตชนสัตบุรุษ"
- บทที่ 14 "ศาสนบริกรศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 232–93)"
- บทที่ 15 "พระสันตะปาปาแห่งโรม"
- บทที่ 16 "คณะพระสังฆราช”
- บทที่ 17 "สังฆมณฑลและพระสังฆราช (มาตรา 368–514)"
- บทที่ 18 "การรวมกลุ่มของสังฆมณฑลและพระสังฆราช"
- บทที่ 19 “เขตวัดและเจ้าอาวาส (มาตรา 515–72)”
- บทที่ 20 “ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้าและชีวิตแพร่ธรรม: นักบวช (มาตรา 573–746)”
- บทที่ 21 “หน้าที่การสั่งสอนของพระศาสนจักร”
- บทที่ 22 “การสอนคำสอน”
- บทที่ 23 “กิจกรรมธรรมทูต”
- บทที่ 24 “การศึกษาคาทอลิก”
- บทที่ 25 “การจัดพิมพ์หนังสือ”
- บทที่ 26 “การประกาศยืนยันความเชื่อและการสาบานตนแห่งความซื่อสัตย์”
- บทที่ 27 “การทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไป”
- บทที่ 28 “ศีลศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 840–1165)”
- บทที่ 29 “ศีลล้างบาป”
- บทที่ 30 “ศีลกำลัง”
- บทที่ 31 “ศีลมหาสนิท”
- บทที่ 32 “ศีลอภัยบาป”
- บทที่ 33 “ศีลเจิมคนไข้”
- บทที่ 34 “ศีลบรรพชา”
- บทที่ 35 “ศีลสมรส”
- บทที่ 36 “การนมัสการพระเจ้าด้านอื่นๆ (มาตรา 1166–1204)”
- บทที่ 37 “สถานที่และเวลาศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 1205–53)”
- บทที่ 38 “บรรดทัดฐานทั่วไป”
- บทที่ 39 “อำนาจการปกครอง”
- บทที่ 40 “ทรัพย์สินทางโลก”
- บทที่ 41 “ว่าด้วยบทลงโทษในพระศาสนจักร”
- บทที่ 42 “กระบวนการพิจารณาความ”